วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555

ความหมายของจริยธรรม

ความหมายของจริยธรรม
ความหมายของ จริยธรรมจริยธรรม หมายถึง ข้อที่ควรประพฤติปฏิบัติ เป็นธรรมะทางใจที่ควบคุมพฤติกรรม ความประพฤติที่ดีที่ชอบที่ถูกที่ควร เป็นเรื่องของความรู้สึกในการพัฒนาตนเอง ที่มุ่งหมายให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ดำรงชีวิตอยู่อย่างบริบูรณ์เปี่ยมไปด้วยความดีทั้งกายวาจาและใจจริยะหรือ จริยา คือ ความประพฤติ การกระทำ เมื่อสมาสกับคำว่า ธรรม หรือ ธรรมะ จึงเป็นความประพฤติที่ถูกต้องตามครรลองครองธรรม ชอบธรรม เป็นธรรมชาติจริยธรรมเป็นเรื่องสำคัญในการทำงาน ควบคู่กับ วินัย อันเป็นข้อห้ามหรือข้อบังคับให้ต้องปฏิบัติ สำหรับข้าราชการก็ให้เป็นไปตามระเบียบของทางราชการดังนั้น จริยธรรม จึงเป็นความประพฤติ การกระทำและความคิดที่ถูกต้องดีงาม รวมถึงการทำหน้าที่ของตนให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เว้นในสิ่งที่ควรละเว้น ประกอบการและดำรงชีวิตอย่างฉลาด ด้วยสติและปัญญา รู้เหตุรู้ผลรู้กาลเทศะ กระทำทุกอย่างด้วยความรอบคอบ เสียสละอุทิศตน มุ่งมั่นและบากบั่นจริยธรรมจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นยิ่งสำหรับทุกคน ทุกหมู่เหล่าและทุกอาชีพ สังคมจะอยู่รอดและเป็นสุขได้ ก็ด้วยจริยธรรม
เว็บอ่างอิงhttp://oa-umporn.blogspot.com/2008/07/blog-post_05.html
กรอบความคิดเรื่องจริยธรรม
หลักปรัชญาเกี่ยวกับจริยธรรม มีดังนี้
R.O. Mason และคณะ ได้จำแนกประเด็นเกี่ยวกับจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศเป็น 4 ประเภทคือ ความเป็นส่วนตัว (Privacy) ความถูกต้องแม่นยำ (Accuracy) ความเป็นเจ้าของ (Property) และความสามารถในการเข้าถึงได้
1) ประเด็นความเป็นส่วนตัว (Privacy) คือ การเก็บรวบรวม การเก็บรักษา และการเผยแพร่ ข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับปัจเจกบุคคล
2) ประเด็นความถูกต้องแม่นยำ (Accuracy) ได้แก่ ความถูกต้องแม่นยำของการเก็บรวบรวมและวิธีการปฏิบัติกับข้อมูลสารสนเทศ
3) ประเด็นของความเป็นเจ้าของ (Property) คือ กรรมสิทธิ์และมูลค่าของข้อมูลสารสนเทศ (ทรัพย์สินทางปัญญา)
4) ประเด็นของความเข้าถึงได้ (Accessibility) คือ สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศได้และการจ่ายค่าธรรมเนียมในการเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศ
การคุ้มครองความเป็นส่วนตัว (Privacy)
·         ความเป็นส่วนตัวของบุคคลต้องได้ดุลกับความต้องการของสังคม
·         สิทธิของสาธารณชนอยู่เหนือสิทธิความเป็นส่วนตัวของปัจเจกชน
เว็บอ่างอิงhttp://elearning.northcm.ac.th/it/lesson11-1.asp
การคุ้มครองทางทรัพย์สินทางปัญญา
        ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้ที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยปัจเจกชน หรือนิติบุคคล ซึ่งอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกฎหมายลิขสิทธิ์ กฎหมายความลับทางการค้า และกฎหมายสิทธิบัตร
        ลิขสิทธิ์ (copyright) ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 หมายถึง สิทธิ์แต่ผู้เดียวที่จะกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น ซึ่งเป็นสิทธิ์ในการป้องกันการคัดลอกหรือทำซ้ำในงานเขียน งานศิลป์ หรืองานด้านศิลปะอื่น ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวลิขสิทธิ์ทั่วไปมีอายุห้าสิบปีนับแต่งานได้สร้างสรรค์ขึ้น หรือนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรกในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีอายุเพียง 28 ปี
        สิทธิบัตร (patent) ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 หมายถึง หนังสือสำคัญที่ออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ โดยสิทธิบัตรการประดิษฐ์มีอายุยี่สิบปีนับแต่วันขอรับสิทธิบัตร ในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกาจะคุ้มครองเพียง 17 ปี
เว็บอ่างอิงhttp://elearning.northcm.ac.th/it/lesson11-1.asp
อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ (Computer Crime)
        อาชญากรรมคอมพิวเตอร์อาศัยความรู้ในการใช้เครื่องมือคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่น โดยสามารถทำให้เกิดความเสียหายด้านทรัพย์สินเงินทองจำนวนมหาศาลมากกว่าการปล้นธนาคารเสียอีก นอกจากนี้อาชญากรรมประเภทนี้ยากที่จะป้องกัน และบางครั้งผู้ได้รับความเสียหายอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
• เครื่องคอมพิวเตอร์ในฐานะเป็นเครื่องประกอบอาชญากรรม
• เครื่องคอมพิวเตอร์ในฐานะเป็นเป้าหมายของอาชญากรรม
• การเข้าถึงและการใช้คอมพิวเตอร์ที่ไม่ถูกกฎหมาย
• การเปลี่ยนแปลงและการทำลายข้อมูล
• การขโมยข้อมูลข่าวสารและเครื่องมือ
• การสแกมทางคอมพิวเตอร์ (computer-related scams)
เว็บอ่างอิงhttp://elearning.northcm.ac.th/it/lesson11-1.asp

การรักษาความปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร

        การควบคุมที่มีประสิทธิผลจะทำให้ระบบสารสนเทศมีความปลอดภัยและยังช่วยลดข้อผิดพลาด การฉ้อฉล และการทำลายระบบสารสนเทศที่มีการเชื่อมโยงเป็นระบบอินเทอร์เน็ตด้วย ระบบการควบคุมที่สำคัญมี 3 ประการ คือ การควบคุมระบบสารสนเทศ การควบคุมกระบวนการทำงาน และการควบคุมอุปกรณ์อำนวยความสะดวก
เว็บอ่างอิงhttp://elearning.northcm.ac.th/it/lesson11-1.asp
เว็บอ่างอิงhttp://elearning.northcm.ac.th/it/lesson11-1.asp

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ขั้นตอนการสร้างตาราง โปรแกรมMicrosoft Office Access 2007

ขั้นตอนการสร้างตาราง โปรแกรมMicrosoft Office Access 2007
1.               เข้าไปที่โปรแกรม Microsoft Office Access 2007    โดยเข้าไปที่Microsoft Office 2007
แล้วก็เลือกไอคอน Microsoft Office Access 2007

2.               เปิดโปรแกรมขึ้นมาก็จะเห็นดังภาพ
3.               แล้วกดสร้างโดยเลือกที่เอกสารป่าว (ฐานข้อมูลเปล่า)
4.         จากนั้นจะปรากฏดังภาพ            ให้เรากดไปที่แฟ้มด้านข้าง แล้วกำหนดไดร์ฟ ที่เราต้องการเซฟ เช่น D : \sd514144008\ คือที่อยู่ที่เราเซฟไว้ แล้วตั้งชื่อไฟล์กด สร้าง
5.        จะเกิดดังภาพ
    ให้เราคลิกขวาที่ table 1 จะปรากฏดังภาพ




6. ทำตามขั้นตอน    6.1 คลิกที่ไอคอน view  เลือก 6.2 Design View 6.3ตั้งชื่อตาราง 6.4คลิกปุ่ม OK
6.5 ตั้งชื่อฟิลด์ 6.6 กำหนดชนิดของข้อมูล และคำอธิบาย 6.7กำหนดคุณสมบัติของฟิลด์

7.บันทึก เป็นการเสร็จขั้นตอนการ สร้างตารางข้อมูล

เรื่อง ประเภทของข้อมูล

ประเภท
ขนาด
ความหมาย
Text
สูงสุด 255 ตัวอักษร
ตัวอักษร  ตัวเลข หรือเครื่องหมายต่างๆ
ที่ไม่ได้ใช้ในการคำนวณ
Memo
สูงสุด 65,635 ตัวอักษร
ตัวหนังสือ หรือตัวเลขที่เป็นคำอธิบาย
หรือบักทึกที่มีความยาวมากๆ
Number
1 – 8 ไบท์
ข้อมูลตัวเลขทั้งจำนวนเต็ม หรือทศนิยม
ที่ต้องใช้ในการคำนวณ ดังนี้
  1. Byte : ตัวเลขจำนวนเต็ม 0-255
  2. Integer : จำนวนเต็ม -32,768 ถึง 32,768
  3. Long integer : จำนวนเต็ม   
  4. -2,147,483,648 ถึง 2,147,483,647
  5. Single : เก็บตัวเลขทศนิยม 7 ตำแหน่ง
  6. Double : เก็บตัวเลขทศนิยม 15 ตำแหน่ง
  7. Decimal : เก็บตัวเลขทศนิยม 28 ตำแหน่ง
Date/Time
8 ไบท์
วันที่และเวลาซึ่งมีรูปแบบการแสดงผลหลายแบบ และสามารถกำหนดแบบของการแสดงผลเองได้
Currency
8 ไบท์
เก็บข้อมูลที่เป็นจำนวนเงิน เพื่อป้องกันเรื่องการปัดเศษทศนิยม
Auto Number
4 Byte
กำหนดตัวเลขที่เรียงลำดับต่อเนื่องกันโดยอัตโนมัติ โดยโปรแกรม
Yes/No
1 บิท
เก็บข้อมูลในรูปที่เป็นได้ 2 อย่าง
เช่น จริง/เท็จ  ชาย/หญิง  ถูก/ผิด
OLE Object
1 GB
เก็บข้อมูลที่ถูกสร้างโดยโปรแกรมอื่น เช่น รูปภาพ เป็นต้น
Hyperlink
สูงสุด  2,048 ตัวอักษร
จุด Link ต่างๆ
Lookup Wizard
4 ไบท์
ข้อมูลที่เลือกจากตารางอื่นๆ ที่สัมพันธ์กัน
Attachment

เก็บข้อมูลที่เป็นรูปภาพ